วิชา การงานอาชีพและเทคโนโลยี
เรื่องที่ ๒
การผลิตไม้ดอก - ไม้ประดับ
ในปัจจุบันไม้ดอกไม้ประดับมีความจำเป็นต่อชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์มากขึ้น ทั้งนี้เพราะมนุษย์มิใช่มีความต้องการเฉพาะปัจจัยสี่เท่านั้น แต่ยังต้องการจัดสภาพแวดล้อม ที่อยู่อาศัยให้เกิดความร่มรื่น สวยงามน่าอยู่อีกด้วย เช่น มีการจัดสวน ตกแต่งอาคาร สถานที่ บ้านพักอาศัย อาคารสำนักงาน โรงเรียน และสถานที่ต่างๆ ให้เกิดความสวยงามตลอดจนการใช้ไม้ดอก ไม้ประดับ ในการจัดตกแต่งประดับจานอาหาร โต๊ะอาหารในภัตตาคารต่างๆ จึงเห็นได้ว่า การผลิตไม้ดอกไม้ประดับเพื่อการค้านับวันจะมีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้นและมีมูลค่าของผลิตภัณฑ์สูงเท่าเทียมกีบการผลิตผลทางการเกษตรสาขาอื่นๆ ดังนั้น การปลูกไม้ดอกไม้ประดับจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการประกอบอาชีพที่น่าสนใจ
ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง
1. บอกความหมาย ความสำคัญของไม้ดอก ไม้ประดับได้
2. อธิบายขั้นตอนการปลูกไท้ดอก ไม้ประดับได้
3. สามารถนำความรู้ในการปลูกไม้ดอก ไม้ประดับ ไปประกอบอาชีพได้
๑.ความสำคัญของไม้ดอกไม้ประดับ
ไม้ดอกไม้ประดับมีความสำคัญ ดังนี้
สามรถทำเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริม การปลูกไม้ดอก ไม้ประดับ สามารถทำเป็นอาชีพของเกษตรกรได้เป็นอย่างดี สร้างรายได้แก่ผู้ผลิตปีละจำนวนมากๆ๑) ทำให้สภาพแวดล้อมเกิดความร่มรื่น สวยงาม การปลูกไม้ดอก ไม้ประดับ ช่วยสร้างความร่มรื่นให้แก่สถานที่ต่างๆ ให้น่าอยู่อาศัย สร้างความเพลิดเพลิน
๒) เป็นแหล่งวัตถุดิบทำให้เกิดอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมผลิตน้ำหอม เครื่องสำอาง อุตสาหกรรมด้านยารักษาโรค ตลอดจนอุตสาหกรรม ผลิตอาหารสัตว์ต่างๆ เป็นต้น
๓) ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เมื่อมีการรวมตัวกันผลิตไม้ดอกไม้ประดับจำนวนมากทำให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร เกิดอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว สามารถสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและส่วนรวมอีกทางหนึ่งด้วย เช่น ที่อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์
อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย ดอยตุง จังหวัดเชียงรายหรือบริเวณคลอง ๑๔ – ๑๘ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก
๔) ไม้ประดับสามารถส่งเป็นสินค้าส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ สร้างรายได้เป็นมูลค่านับพันล้านบาทต่อปี เช่น การส่งออกกล้วยไม้ทั้งต้นและดอกไปขายยังต่างประเทศ เป็นต้น
๕) ใช้แหล่งทดลองทางวิทยาศาสตร์การเกษตร ทำให้เกิดความเจริญทางด้านเทคโนโลยีการเกษตรมากยิ่งขึ้น
๒. ขั้นตอนการผลิตไม้ดอก ไม้ประดับ
การปลูกไม้ดอก ไม้ประดับแต่ละชนิดมีการปลูกที่แตกต่างกันออกไป บางชนิดเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศหนาว บางชนิดอาจเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศร้อนชื้น ดังนั้น ก่อนการปลูกไม้ดอก ไม้ประดับผู้ปลูกควรจะศึกษาขั้นตอนต่างๆ ในการปลูก ดังนี้
๒.1 การเตรียมการก่อนการผลิตไม้ดอกไม้ประดับ
การผลิตไม้ดอก ไม้ประดับ ผู้ผลิตจะต้องมีการเตรียมพร้อมในเรื่องต่างๆ ดังต่อไปนี้
๑) สำรวจความต้องการของตลาด ก่อนที่จะตัดสินใจปลูกไม้ดอกไม้ประดับ เพื่อจำหน่ายนั้นควรสำรวจความต้องการของตลาดเสียก่อน ทั้งในด้านราคาและความต้องการชนิดพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับในท้องถิ่นทุกฤดูกาล เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจเลือกผลิตไม้ดอก ไม้ประดับอย่างเหมาะสม
๒) คัดเลือกพันธุ์ที่จะปลูก โดยพิจารณาจากไม้ดอก ไม้ประดับ ที่แข็งแรงสมบูรณ์เติบโตเร็วและเหมาะสมกับสภาพดินฟ้าอากาศที่จะปลูก
๓) สถานที่ที่ใช้ผลิต ควรเป็นพื้นที่ๆ มีดินอุดมสมบูรณ์ มีธาตุอาหารพืชที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของไม้ดอกไม้ประดับ และเป็นสถานที่น้ำไม่ท่วมขัง ดินมีการระบายน้ำได้ดีและไม่เคยมีโรคพืชมาก่อน ควรมีแหล่งน้ำเพียงพอกับความต้องการของพืชที่ผลิต ตลอดจนความเข้มของแสงแดด และอุณหภูมิเหมาะสมสำหรับพันธุ์ไม้ดอก ไม้ประดับที่จะทำการผลิต
๔) เตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่จะใช้ทำการผลิต ให้เพียงพอเหมาะสมกับขนาดของงานผลิตไม้ดอก ไม้ประดับ เช่น เครื่องมือที่ใช้เตรียมดินปลูกพืช เครื่องมือปฏิบัติดูแลรักษาพืช ปุ๋ยชนิดต่างๆ สารเคมีกำจัดศัตรูพืช เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ได้ ตลอดจนเรือนเพาะชำกล้วยไม้ เป็นต้น
๒.๒ การปลูกไม้ดอก ไม้ประดับ
การปลูกไม้ดอก ไม้ประดับ ผู้ผลิตสามารถปลูกได้ทั้งในแปลง และในภาชนะจำกัด เช่น กระถาง กระยะ เป็นต้น สำหรับการเตรียมดินในแปลงปลูกมีหลักการเหมือนการเตรียมดินปลูกพืชโดยทั่วไป ดังได้ศึกษามาแล้วในหน่วยการเรียนรู้ที่ ๑
ส่วนการเตรียมดินปลูกไม้ดอกไม้ประดับในกระถางตั้งพื้น โดยทั่วไปนิยมปลูกในกระถางดินเผามากกว่าภาชนะอื่นหรือกระถางพลาสติก ภาชนะที่ปลูกพันธุ์ไม้ต่างๆ จะมีขนาดและรูปทรงแตกต่างกันไป พันธุ์ไม้ที่นิยมปลูกในกระถาง เช่น เฟิร์นชนิดต่างๆ โกสน ปริก บอนสี สาวน้อยประแป้ง คล้า ดาดตะกั่ว กระบองเพชร เป็นต้น
วิธีผสมดินปลูกในภาชนะ นำส่วนผสมทั้งหมดมากองรวมกันโดยนำส่วนผสมที่มีน้ำหนักเบาไว้ชั้นล่างสุดตามลำดับ คือ ปุ๋ยคอกเก่า ปุ๋ยหมัก ทรายหยาบ และนำดินร่วนมาไว้บนสุดแล้วใช้พลั่วตักดินและส่วนผสมอื่นๆ ตักพลิกดินจากล่างกลับไปกองอีกด้านจนกว่าส่วนผสมจะเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน
ดินปลูกไม้กระถางมีส่วนผสม ดังนี้
ดินร่วน ๔ ส่วน
ทรายหยาบ ๒ ส่วน
ปุ๋ยหมัก ๒ ส่วน
ปุ๋ยคอกเก่า ๑ ส่วน
นอกจากการปลูกไม้กระถางตั้งพื้นแล้ว ไม้ดอกไม้ประดับยังนิยมปลูกเป็นไม้กระถางแขวนอีกด้วย ไม้กระถางแขวน หมายถึง ไม้ที่ปลูกในภาชนะแล้วนำไปแขวนลอยไว้ในอากาศไม่จำกัดสถานที่ไม่ว่าจะแขวนประดับตามระเบียงบ้าน หรือในบริเวณสวน จะช่วยเพิ่มความสวยงามให้แก่สถานที่ต่างๆ
พันธุ์ที่เหมาะสมสำหรับทำไม้แขวน เช่น เฟิร์นชนิดต่างๆ นกกระทา มอสสเปน เดบ สัปปะรด เทศ ราชินีหินอ่อน พลูด่าง อัฟริกันไวโอเล็ต พรมกำมะหยี่ต่างๆ ว่านเศรษฐีต่างๆ เป็นต้น
ดินใช้ปลูกไม้แขวนเป็นดินที่ใช้กันทั่วไป มีส่วนผสมดังนี้
ดินร่วน ๒ ส่วน
ทรายหยาบ ๑ ส่วน
ปุ๋ยหมัก ๑ ส่วน
ปุ๋ยคอกเก่า ๑ ส่วน
นำส่วนผสมทั้ง ๔ อย่าง ผสมเข้าด้วยกันให้ดี ถ้าต้องการใช้เครื่องปลูกเบาและระบายน้ำดีอาจเติมถ่านป่น หรืออิฐทุบ เพื่อช่วยให้การระบายน้ำได้ดียิ่งขึ้น
๒.๓ การเก็บเกี่ยวผลผลิตไม้ดอก – ไม้ประดับ
การเก็บเกี่ยวไม้ดอกไม้ประดับจะทำการเก็บเกี่ยวได้เมื่อมีอายุเหมาะสม ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับชนิดและพันธุ์ของไม้ดอกไม้ประดับนั้นๆ ซึ่งจะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไป เช่น กุหลาบตัดดอก ควรเก็บเกี่ยวเมื่อดอกตูมที่กลีบดอกเริ่มแย้มก็ตัดจำหน่ายหรือนำไปใช้ประโยชน์ในครัวเรือนได้ ส่วนมะลิควรเก็บเกี่ยวขณะดอกตูม เป็นต้น และไม่ควรตัดดอกในขณะแดดจัดเพราะจะทำให้ผลผลิตเหี่ยวเฉาเร็ว ควรเก็บเกี่ยวในเวลาเย็นและส่งตลาดจำหน่ายในตอนเช้า ควรหาข้อมูลด้านวิทยาการหลังจากเก็บเกี่ยวไม้ดอกไม้ประดับเพิ่มเติมเพื่อรักษาคุณภาพของผลผลิต
ส่วนไม้ประดับกระถาง เมื่อปลูกและปฏิบัติดูแลรักษามาระยะหนึ่งแล้ว มีการเจริญเติบโตงอกงามของรูปทรงและใบที่แก่จัดสวยงามก็สามารถแยกกระถางไปจำหน่ายได้เลย
๒.๔ การจำหน่ายไม้ดอกไม้ประดับ
การจำหน่ายไม้ดอกไม้ประดับ สามารถจัดจำหน่ายได้อย่างกว้างขวางโดยการจัดจำหน่ายเองในตลาดท้องถิ่น หรือจำหน่ายผ่านพ่อค้าคนกลาง แล้ไปจำหน่ายต่อตามท้องถิ่น แต่ถ้ารวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่จำนวนมากแล้เปิดตลาดเป็นแหล่งจำหน่ายขนาดใหญ่ จะสามารถจำหน่ายได้ดีกว่าเปิดจำหน่ายเป็นรายย่อย เพราะถ้าเกษตรกรมีการรวมตัวกันผลิตเป็นตลาดไม้ดอกไม้ประดับแล้ว ผลผลิตมีจำนวนมากผู้ซื้อสมามารถเลือกได้ตามความพอใจ จะทำให้จัดจำหน่ายประสบผลสำเร็จมาก เช่น ตลาดไม้ดอกไม้ประดับที่สวนจตุจักร กรมทหารราบ ๑๑ ที่บริเวณย่านถนนตลิ่งชัน – บางบัวทอง บริเวณย่านคลอง ๑๕ – ๑๘ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก
๒.๕ การแปรรูปผลผลิตไม้ดอกไม้ประดับ
ไม้ดอกไม้ประดับสมามรถนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้หลายชนิด เช่น ทำเป็นดอกไม้แห้งนำไปเป็นส่วนประกอบของอาหารสัตว์ เช่น นำกลีบดอกดาวเรืองบดป่นมาผสมในอาหารไก่ไข่ จะช่วยให้มีไข่แดงมีสีแดงมากขึ้น เป็นต้น หรือนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมน้ำหอม โดยนำเอาดอกไปสกัดเป็นน้ำหอมชนิดต่างๆ กุหลาบ กล้วยไม้ กระดังงา มะลิ เป็นต้น ซึ่งผู้ผลิตไม้ดอกสามารถทำการแปรรูปได้เองในครัวเรือน ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าของผลผลิต และยังเป็นแนวทางในการแก้ปัญญาเมื่อยามที่มีผลผลิตล้นตลาด ทำให้สินค้าราคาตกต่ำ การแปรรูปผลผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ จะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้มากยิ่งขึ้น
๓. การผลิตไม้ดอกไม้ประดับบางชนิด
ในปัจจุบันมีการปลูกไม้ดอกไม้ประดับเป็นอาชีพกันอย่างกว้างขวาง รวมทั้งมีไม้ดอกไม้ประดับหลายชนิดที่สามารถปลูกและสร้างรายได้ให้กับผู้ปลูกเป็นจำนวนมาก ในที่นี้จะกล่าวถึงการปลูกเบญจมาศและเยอบีร่า เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้สนใจนำไปปลูกได้
๓.๑ การปลูกเบญจมาศเพื่อการค้า
เบญจมาศมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศจีนและญี่ปุ่น สำหรับประเทศไทยมีการปลูกเบญจมาศเป็นการค้าประมาณ พ.ศ. ๒๕0๙ โดยสั่งพันธุ์จากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาปลูก เป็นพันธุ์ไม้สีขาวชื่อพันธุ์ขาวการะเกด เบญจมาศเป็นไม้ดอกที่นิยมปลูกเป็นการค้ากันมากในหมู่ชาวสวน เพราะเป็นพืชที่มีอายุสั้น ทำรายได้ดี เบญจมาศนอกจากจะปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ตัดดอกและไม้ดอกกระถางแล้ว ยังสามารถปลูกเป็นพืชบอนไซได้ด้วย
๑) ชนิดของพันธุ์เบญจมาศ เบญจมาศเป็นไม้ดอกที่มีหลายพันธุ์ประมาณ ๒๕ ชนิด และหลายร้อยสายพันธุ์ แต่จะนำเสนอเพราะบางพันธุ์ที่นิยมเหมาะที่จะปลูกเป็นไม้ดอกเพื่อการค้าได้ ดังนี้
๑.๑) ประเภทดอกสีเหลืองชนิดดอกเป็นแบบ Standard Type เช่น Fred Yule ดอกสีเหลืองเข้ม พันธุ์ Indianapolis ออกดอกเร็วมาก ดอกมีขนาดใหญ่ รูปทรงดี พันธุ์ Mayford Tetan ดอกสีเหลืองอ่อน ดอกบานไม่เต็มที่ รูปทรงดอกดีมาก พันธุ์ Rosamund เป็นไม้ตัดดอกที่ดี พันธุ์ Golden arrow ดอกสีเหลืองจัด
๑.๑) ประเภทดอกสีเหลืองชนิดดอกเป็นแบบ Standard Type เช่น Fred Yule ดอกสีเหลืองเข้ม พันธุ์ Indianapolis ออกดอกเร็วมาก ดอกมีขนาดใหญ่ รูปทรงดี พันธุ์ Mayford Tetan ดอกสีเหลืองอ่อน ดอกบานไม่เต็มที่ รูปทรงดอกดีมาก พันธุ์ Rosamund เป็นไม้ตัดดอกที่ดี พันธุ์ Golden arrow ดอกสีเหลืองจัด
ดอกสีเหลือง ชนิดดอกเป็นแบบ Decorative เช่น พันธุ์ Gold Top เป็นพันธุ์ที่ทนโรคไหม้ได้ดี พันธุ์ Copper Chip ดอกสีเหลืองอ่อน ดอกดกมาก นิยมปลูกเป็นไม้กระถาง
ดอกสีเหลือง ชนิดดอกเป็นแบบ Pompon เช่น พันธุ์ Golden Stardust สีเหลืองอ่อน ดอกดก รูปทรงดอกดี พันธุ์ Bronz dot ดอกดก รูปทรงดอกดี ดอกสีเหลืองแดงตรงกลางดอกเหมาะเป็นไม้ดอกกระถาง
๑.๒) ประเภทดอกสีขาว ชนิดดอกเป็นแบบ Decorative เช่น พันธุ์ Downstar , Cloudburst , Tip top , Ice follies เป็นต้น
๑.๓) ประเภทดอกสีชมพู ชนิดดอกเป็นแบบ Decorative เช่น พันธุ์ Cheerfl , Criterion , Alert ส่วนดอกชนิด Pompon มีพันธุ์ Humdinger , Beauregard ชนิดดอก Standard มีพันธุ์ Pink Chief , Major Bows , Miss America เป็นต้น
๒) การขยายพันธุ์เบญจมาศ เบญจมาศสามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี ที่นิยมทำกันมาก คือ การใช้กิ่งปักชำ และการแยกหน่อ การตัดต่อกิ่งหรือเสียบยอดก็สามารถทำได้เมื่อต้องการให้หนึ่งต้นมีดอกหลายสีหลายพันธุ์ แต่ไม่นิยมทำเป็นการค้า ส่วนการขยายพันธุ์แบบใช้เมล็ดก็ทำได้แต่ไม่นิยมทำกัน จะใช้วิธีการนี้เมื่อผสมพันธุ์ใหม่เท่านั้น ดังนั้นจึงแนะนำการขยายพันธุ์เบญจมาศเพียง ๒ วิธีที่ทำเป็นการค้า ดังนี้
๒.๑) ขยายพันธุ์โดยวิธีการใช้กิ่งปักชำ คือ ใช้วิธีการปักชำยอดกิ่ง ซึ่งกิ่งที่เหมาะสำหรับ การปักชำควรเป็นกิ่งที่อยู่ส่วนล่างหรืออยู่โคนต้น เพราะส่วนที่อยู่โคนต้นส่วนมากเป็นกิ่งที่มีตาใบมากกว่าตาดอก เมื่อนำไปปักชำจะออกรากง่ายและได้กิ่งที่สมบูรณ์
วิธีการปักชำกิ่งเบญจมาศ สามารถทำได้ ดังนี้
๑. กิ่งพันธุ์ที่ใช้ปักชำ ควรยาวประมาณ ๓ – ๔ นิ้ว ปลิดใบล่างออกบ้างเพื่อป้องกันไม่ให้ใบเน่า และอาจเกดเชื้อโรคได้
๒. ก่อนนำไปปักชำ ควรนำกิ่งพันธุ์ไปจุ่ม หรือชุบยาป้องกันเชื้อราแล้วผึ่งไว้ให้แห้งสักพักหนึ่งหรือชั่วครู่ เพื่อให้ยากันเชื้อราติดอยู่บนใบ
๓. การปักชำกิ่ง แต่ละกิ่งควรห่างกันประมาณ ๑ – ๒ นิ้ว ( ในแปลงปักชำ )
๔. วัสดุที่ปักชำ ใช้ทรายหยาบ ๑ ส่วนขี้เถ้าแกลบหรือใยมะพร้าว ๑ ส่วนผสมให้กัน
รอบรู้การเกษตร
ไม้ดอกไม้ปะดับ สามารถจำแนกตามลักษณะสิ่งแวดล้อมของแสงได้ ๓ ประเภท คือ
๑. ไม้ในร่ม เป็นไม่ที่เจริญเติบโตได้ดีที่สุดในที่มีแสงแดดน้อย เช่น เฟิร์น อัฟริกันไวโอเล็ต หน้าวัว
๒. ไม้กลางแจ้ง เป็นไม้ที่ต้องการแสงแดดมากตลอดทั้งวัน เช่น ชบา เฟื่องฟ้า
๓. ไม้น้ำ เป็นพันธุ์ไม้ที่เจริญเติบโตได้ดีถ้าปลูกในน้ำ เช่น บัว สาหร่าย กก เป็นต้น
ระยะเวลาในการปักชำ นับจากวันปักชำจนถึงวันย้ายปลูกอยู่ระหว่าง ๑0 – ๓0 วัน ขึ้นอยู่กับคุณลักษณะของพันธุ์ และควรใช้ฮอร์โมน NAA ( Napthaleneacetic ) ความเข้มข้น 5.000 ppm. ซึ่งจะช่วยให้กิ่งชำออกรกเร็วขึ้น
๒.๒) การแยกหน่อ เบญจมาศบางพันธุ์โดยเฉพาะพันธุ์ที่สั่งมาจากประเทศญี่ปุ่นหลังจากให้ดอกแล้ว ต้นจะแตกกอมีหน่อเป็นจำนวนมาก แต่ละหน่อมีรากติดมาด้วย สามารถแยกหน่อเหล่านี้ไปปลูกจะได้ต้นดอกเบญจมาศที่แข็งแรง โตเร็วกว่าการปลูกด้วยกิ่งปักชำ
๓) การปลูกเบญจมาศ เป็นไม่ที่ปลูกได้ทั้งในแปลงและปลูกเป็นไม้ดอกในกระถางสำหรับการปลูกในแปลงมีหลักการเตรียมดินปลูกเหมือนการปลูกพืชทั่วไป แต่ควรปลูกค่าความเป็นกรด – ด่างในดินทุกครั้ง แล้วปรับค่า pH. ให้อยู่ระหว่าง ๖.0 – ๗.0 เพราะถ้าดินเป็นกรดมากไปจะทำให้เบญจมาศชะงักการเจริญเติบโต ต้นแคระแกร็น ส่วนยอดและหลังใบจะเหลือง ปลายใบเหี่ยวไหม้จากยอดลงมาโคนใบ แต่ถ้าดินเป็นด่างมากเกินไปจะทำให้พืชขาธาตุเหล็ก อาการที่ปรากฏออกมาคือใบเหลืองเช่นกัน
ดินที่ใช้ปลูกเบญจมาศควรเป็นดินร่วนซุยมีอินทรียวัตถุมาก ปริมาณ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ของปริมาตรที่ปลูก นอกจากนี้ดินควรมีลักษณะโปร่งระบายน้ำได้ดี และถ้ามีการส่งตัวอย่างดินที่จะปลูกเบญจมาศเพื่อหาปริมาณธาตุอาหารพืชในดินจะเหมาะสมอย่างยิ่ง
ปริมาณธาตุอาหารพืชในดินที่ใช้ปลูกเบญจมาศควรจะเป็น ดังนี้
ปริมาณไนโตรเจน ( ในรูปไนเตรท ) ๒๕ – ๕0 ppm
ฟอสฟอรัส ๕ – ๑0 ppm
โพแทสเซียม ๒0 – ๔0 ppm
แคลเซียม ๑๕0 – ๒00 ppm
ส่วนการปลูกเบญจมาศเป็นไม้กระถาง ใช้ส่วนผสมของดินปลูกเหมือนกับการปลูกไม้กระถางทั่วไป โดยแบ่งตามระยะเวลาการเจริญเติบโตของต้นเบญจมาศ ดังนี้
ระยะที่ ๑ ทำการย้ายปลูกกิ่งชำที่ออกรากแล้วปลูกในกระถางขนาด ๔ นิ้ว ใส่เศษอิฐหักรองก้นกระถาง ย้ายต้นอ่อนที่เพิ่งขยายพันธุ์มาปลูกในกระถาง ไม้ควรอัดดินปลูกจนแน่นจนเกินไป เพราะจะทำให้ระบายน้ำดีไม่ดี หลังจากปลูกในกระถางแล้วประมาณ ๖ – ๗ สัปดาห์ รากจะเดินตามกระถาง ดังนั้นจึงควรเปลี่ยนกระถางให้มีขนาดใหญ่ขึ้น
ระยะที่ ๒ เปลี่ยนกระถางจาก ๔ นิ้ว เป็นกระถางขนาด ๖ นิ้ว ในระยะนี้จะเพิ่มดินปลูกและปุ๋ยอินทรีย์ลงกระถางให้มากขึ้น ระยะนี้ต้นเบญจมาศจะสูงประมาณ ๑ ฟุต ควรหาไม้ปักในกระถางเพื่อยึดลำต้นกันไม่ให้ล้ม เมื่อต้นโตรากเต็มกระถางแล้ว ควรเปลี่ยนกระถางใหม่เมื่ออายุประมาณ ๑๒ – ๑๔ สัปดาห์
ระยะที่ ๓ เปลี่ยนกระถางให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เป็นขนาดใหญ่ ๘ – ๑0 นิ้ว เมื่อเบญจมาศมีอายุดีประมาณ ๓ เดือนครึ่งถึง ๔ เดือนจะเริ่มออกดอก แต่ถ้ามีการควบคุมการออกดอก ผู้ปลูกสามารถกำหนดวันบานของดอก โดยการควบคุมแสงได้ตั้งแต่สัปดาห์ที่ ๗ เป็นต้นไป
๔.๑) การให้น้ำ เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะถ้าให้น้ำมากจะทำให้รากเน่าหรือตายเพาระเกิดเชื้อรา ถ้าให้น้ำน้อยเกินไปก็จะทำให้ต้นแคระแกร็น ก่อนให้น้ำต้องพิจารณาถึงลักษณะของต้นลักษณะของพันธุ์และนิสัยของแต่ละชนิดไม่เหมือนกันดังนั้นไม่ควรรดน้ำให้ถูกใบ ดอก ลำต้น ควรรดให้ถูกเฉพาะดินที่เป็นขอบเขตรากพืชเท่านั้น เพื่อป้องกันการเกิดโรคจากเชื้อราและการรดน้ำให้ต้นใบเปียกแบบนี้ยังช่วยแพร่กระจายเชื้อโรคอีกด้วย
๔.๒) การให้ปุ๋ย เกษตรกรผู้ผลิตควรมีระยะเวลาการให้ปุ๋ยที่แน่นอน เพราะเบญจมาศส่วนมากอายุสั้น ถ้าไม่กำหนดระยะเวลาให้ปุ๋ยที่แน่นอนจะทำให้ดอกหรือผลผลิตที่ได้มีขนาดเล็กไม่ได้คุณภาพ ดังนั้นหลังจากย้ายปลูกแล้วรอให้ต้นตั้งตัวเริ่มแตกใบและรากใหม่ ควรให้ปุ๋ยทันที ปุ๋ยที่ให้ในระยะ ๒ เดือนแรกควรเป็นปุ๋ยทางดินที่เร่งการเจริญเติบโตทุกด้าน และเป็นสูตรส่วนผสมอัตราส่วนของปุ๋ย ๑ : ๑ : ๑ เช่นสูตร ๑๕-๑๕-๑๕ หรือ ๑๖-๑๖-๑๖ อัตราการให้ต้นละครึ่งช้อนชาหลังจาก ๒ เดือนไปแล้ว ควรเปลี่ยนสูตรใหม่ให้มีไนโตรเจนต่ำลง มีฟอสฟอรัสมากขึ้น เพื่อเร่งการออกดอก เช่น สูตร ๘-๒๔-๒0 หรือ ๑๒-๒๔-๑๒ จนกว่าจะเก็บเกี่ยว และควรให้ปุ๋ยทุก ๗ วัน
ส่วนการให้ปุ๋ยทางใบโดยทำการผสมน้ำฉีดพ่นทุกสัปดาห์ เช่น ปุ๋ยน้ำชีวภาพที่มีจำหน่ายตามร้านค้าวัสดุเกษตรทั่วไป หรือ เกษตรกรอาจจะเตรียมใช้เองก็ได้ อัตราส่วนในการให้ปุ๋ยน้ำสามารถดูรายละเอียดตามคำแนะนำที่ให้ไว้ ควรให้ที่ละน้อยแต่บ่อยครั้งจะดีกว่าให้ครั้งละมากๆ มีความเข้มสูง ซึ่งอันตรายต่อพืช
๔.๓) การตัดแต่งกิ่ง ทำได้ดังนี้
๑. การเด็ดยอด การปลูกเบญจมาศทั่วไปมักมีการเด็ดยอดเพื่อบังคับให้ต้นแตกกิ่งก้านมากขึ้น ทำให้ได้จำนวนผลผลิต คือ ดอกเพิ่มขึ้น การเด็ดยอดควรทำทันทีหลังจากเบญจมาศที่ปลูกและตั้งตัวและแตกใบใหม่ หลังจากย้ายปลูกแล้วประมาณ ๕ – ๑0 วัน แต่ถ้าต้องการปลูกให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพตามหลักสากล ควรผลิต ๑ ต้นให้มีดอกเพียง ๑ ดอก กิ่งข้างที่แตกออกมาใหม่ต้องปลิดทิ้งให้หมด เมื่อต้นสร้างอาหารที่ได้จากการสังเคราะห์แสงจะถูกส่งไปเลี้ยงยอดดอกเพียงยอดเดียวจะทำให้ดอกมีคุณภาพดี มีขนาดใหญ่ ก้านดอกยาว แข็งแรง เวลาตัดดอกขายสามารถตัดได้ถึงโคนต้น
๒. การปลิดดิกข้าง คือ การปลิดดอกเบญจมาศที่ไม่ต้องการออกหรือทิ้งไปเพราะถ้าปลูกแบบเด็ดยอด กิ่งข้างที่แตกออกมาใหม่ประมาณ ๓ - ๕ กิ่ง แต่ละกิ่งจะมีทั้งดอกยอดและดอกข้าง เกษตรกรจึงต้องมีการปลิดดอกข้างให้หมดเหลือดอกยอดไว้เพียงดอกเดียวเท่านั้น ส่วนการปลูกเบญจมาศแบบไม่มีการเด็ดยอด เกษตรกรจำเป็นต้องปลิดดอกข้าง และกิ่งที่แตกมาใหม่ให้หมดเช่นกัน เหลือเพียงดอกยอดดอกเดียว การปลิดดอกข้างนี้ต้องปลิดทันทีที่ดอกข้างมีขนาดโตพอสมควรที่จะปลิดดอกข้างได้อย่างสะดวก คือเมื่อดอกข้างมีขนาดเท่าหัวไม้ขีดไฟ เพราะถ้าปล่อยให้ดอกข้างโตเกินไปจะทำให้อดอกยอดมีขนาดเล็กลงและดอกบานช้า วิธีปลิดที่ถูกต้องคือปลิดดอกด้านข้างไม่ใช้เด็ด
๓. การตัดกิ่งหรือต้นที่ออกดอกแล้ว โดยใช้กรรไกรตัดกิ่งให้สั้นลง เพื่อให้ตาที่โคนต้นแตกตา หรือแตกหน่อใหม่ เพราะกิ่งหรือต้นที่ออกดอกแล้วส่วนมากจะไม่ออดอกซ้ำอีกนอกจากนี้การตัดแต่งกิ่ง ควรตัดแต่งที่เกิดจากหน่อที่แตก โคนต้นที่มีลักษณะไม่สมบูรณ์ ยอดชะลูดเพื่อให้โอกาสหน่อหรือกิ่งที่สมบูรณได้เจริญเติบโตมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ดอกยอดมีขนาดใหญ่ขึ้นด้วย
? คำถามชวนคิด
ในปัจจุบันนักเรียนคิดว่า ไม้ดอกไม้ประดับชนิดใดน่าจะสร้างรายได้อย่างดีให้กับเกษตรกร จงแสดงเหตุผล
๕) โรคและแมลงของเบญจมาศ เกษตรกรผู้ผลิตเบญจมาศควรมีกำหนดการฉีดยาป้องกันและแมลงไว้ล่วงหน้าเป็นประจำอาทิตย์ครั้งตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงการเกี่ยว โดยทั่วไปโรคและแมลงที่พบบ่อยๆ ของเบญจมาศมี ดังนี้
๕.๑) โรคใบแห้ง เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา ทำความเสียหายจากเบญจมาศเป็นครั้งคราว อาการเริ่มแรกคือ ยอดเหี่ยวในเวลากลางวัน กลางคืนจะฟื้นเป็นปกติอยู่ประมาณ ๓ – ๔ วัน ต่อมายอดเริ่มเน่าและยอดเป็นสีน้ำตาล ถ้าเอามือบีบลำต้นดูจะรู้สึกว่าลำต้นกรอบและเมื่อผ่าลำต้นดูไส้กลาง จะมีสีน้ำตาลแดงเนื้อเยื่อตรงกลางแห้งหายและเป็นสีดำจึงทำให้ลำต้นกรอบ โรคนี้ถ้าอากาศร้อนและมีความชื้นสูงจะติดจ่อแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว แต่สามารถป้องกันได้โดยฉีดพ่นยาป้องกันกำจัดเชื้อราบ่อยๆ หรือเมื่อตรวจพบให้ถอนต้นที่เป็นโรคทำลายเสียตั้งแต่เริ่มแสดงอาการ ถ้ามีโรคระบาดมากควรเปลี่ยนปลูกพืชชนิดอื่นๆ เช่น ปลูกพืชผัก หรือไม้ตัดดอกชนิดอื่น เช่น เยอบีร่า มะลิ เป็นต้น
๕.๓) โรคดอกเน่าสีน้ำตาล โรคนี้ระบาดในฤดูฝนในสภาพที่ความชื้นสูงโดยเฉพาะแปลงเบญจมาศที่ฉีดพ่นยาป้องกันเชื้อราไม่สม่ำเสมอจะมีโอกาสเป็นโรคนี้สูง อาการของโรค เริ่มที่กลีบดอกจะเน่าช้ำเป็นสีน้ำตาล การเน่าอาจเริ่มตรงบริเวณกลางดอก หรือกลีบดอกรอบนอกค่อยๆ เน่าไปใจกลางดอก บางครั้งอาจเน่าทั้งดอก โรคนี้เป็นได้ทั้งดอกอ่อนหรือดอกแก่
โรคดอกเน่าสีน้ำตาลนี้เกิดจากเชื้อรา ถ้าสังเกตจากเวลาเช้าตรู่ที่มีอากาศเย็นจะเห็นเส้นใยสีขาวเป็นเส้นๆ มีลักษณะสะท้อนแสงเล็กน้อย ปลายเส้นใยโปร่งออกเป็นก้อนสีดำเล็กๆ มองเห็นได้ตาเปล่า อย่างไรก็ตามโรคนี้สามารถป้องกันได้โดยฉีดพ่นสารเคมีป้องกันเชื้อรา เช่น ไซเนปแคบแทน และชนิดอื่นๆ ที่มีขายตามท้องตลาด ยกเว้นเบนเลท ซึ่งมีสารเคมีชนิดดูดซึมไม่สามารถป้องกันเชื้อราชนิดนี้ได้จึงไม่ควรใช้ในฤดูฝน ควรใช้ในสารจับใบผสม
๕.๔) โรคใบจุดเซ็บโตเรีย เป็นโรคที่พบโดยทั่วไปและระบาดมากในฤดูฝน เพราะมีความชื้นสูง เกิดจากเชื้อราที่สปอร์ปลิวไปตามลม โดยใบที่อยู่ตอนล่างๆ เริ่มมีจุดสีน้ำตาล ใบเป็นแผลวงกลมมีขอบสีเหลือง ขนาดของแผลมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.๕ – ๑.0 เซนติเมตร ใบที่อยู่ตอนล่างระดับดินจะเกิดโรคก่อนแล้วค่อยๆ ลามขึ้นไปบนต้น ใบที่มีแผลจะแห้งและเน่าติดอยู่บนต้น
โรคนี้สามารถป้องกันได้โดยไม่ปลูกเบญจมาศให้ต้นชิดกันเกินไป ซึ่งทำให้มีพุ่มใบหนา อากาศถ่ายเทได้สะดวก เป็นเหตุให้ความชื้นบริเวณโคนต้นสูงโรคระบาดได้ดีมาก นอกจากนี้เกิดจากการให้ปุ๋ยไนโตรเจนสูงและพืชที่มีใบมากจะเป็นสาเหตุให้เกิดโรคมากขึ้นอีกด้วย ควรฉีดพ่นสารเคมีป้องกันเชื้อราได้ทุกชนิดที่มีจำหน่ายตามท้องตลาด
การเก็บเกี่ยวเบญจมาศเพื่อที่จะเก็บรักษาดอกเบญจมาศไว้เป็นระยะยาวนาน ควรทำการตัดดอกขณะที่ดอกบานและใจกลางของดอกจะเปลี่ยนสีจากสีเขียวเป็นสีเหลือง ก้านดอกควรมีความยาว ๓๖ – ๔0 นิ้วและจะต้องไม่แข็ง ถ้าหากตัดดอกที่แข็งซึ่งมีเนื้อไม้ติดอยู่มากอาจจะทำให้การดูดซึมน้ำไม้ดีเท่าที่ควร หลังจากตัดมาแล้วควรรีบนำก้านดอกแช่ในน้ำยาทันทีหรือทำการบรรจุหีบห่อเลยเพื่อป้องกันการระเหยของน้ำ ก่อนที่จะทำการบรรจุควรตัดก้านดอกให้เหลือเพียง ๓0 นิ้ว พร้อมรีดใบส่วนล่างออก ๑ ใน ๓ ของกิ่งแล้วจึงรวมเป็นกำๆ ละ ๕ – ๘ ดอก จากนั้นให้ใช้แผ่นพลาสติกหรือถุงพลาสติกหุ้มแต่ละกำไว้เพื่อป้องกันการระเหยของน้ำ อย่างไรก็ดีก่อนที่จะนำบรรจุเพื่อส่งออกสู่ตลาดควรนำก้านดอกไปแช่ไว้ในน้ำยาสารเคมีอุ่นๆ (๑00 – ๑๑0 องศาฟาเรนไฮต์) แล้วเก็บไว้ในห้องที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า ๗0 องศาฟาเรนไฮต์ เป็นระยะเวลา ๑๒ – ๒๔ ชั่วโมง แต่ถ้ายังไม่ทำการขนส่งออกสู่ตลาดในระยะเวลา ๒๔ ชั่วโมง ควรจะนำก้านดอกไปแช่ในน้ำธรรมดา
การเก็บเกี่ยวเบญจมาศในห้องเย็น จะเก็บรักษาไว้ได้ ๒ วิธีคือ แบบเปียก และ แบบแห้ง สำหรับแบบเปียกนั้นโดยการนำก้านดอกแช่ไว้ในน้ำแล้วนำไปเก็บไว้ในห้องเย็นที่อุณหภูมิ ๓๕ – ๔0 องศาฟาเรนไฮต์ ซึ่งจะเก็บไว้ได้นาน ๕ – ๑0 วัน ส่วนการเก็บแบบแห้งก็คือ การเก็บไม่ต้องแช่ก้านดอกในน้ำ ซึ่งถ้าเก็บไว้ในอุณหภูมิ ๓๒ องศาฟาเรนไฮต์ จะสามรถเก็บรักษาไว้ได้นาน ๓ – ๖ อาทิตย์ แต่ในอุณหภูมิ ๓๖ – ๔๔ องศาฟาเรนไฮต์ จะเก็บไว้ได้ไม่นานเนื่องจากการแพร่โรคระบาดของเชื้อราสีน้ำตาล
๓.๒. การปลูกเยอบีร่าเพื่อการค้า
เยอบีร่าเป็นไม้ดอกชนิดหนึ่งที่จะทำรายได้ให้แก่ผู้ปลูก แม้ว่าราคาซื้อขายค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับดอกไม้ชนิดอื่น แต่มีผู้นิยมปลูกเป็นไม้ตัดขายกันมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ในอำเภอบางกรวย จังหวัด นนทบุรี ตลิ่งชันเขตภาษีเจริญและเขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร สาเหตุที่นิยมปลูกเยอบีร่ากันมากอาจเป็นเพราะสาเหตุ ดังนี้
๑. เยอบีร่าเป็นไม้ดอกที่รู้จักกันเป็นเวลานานและการปลูกการดูแลรักษาก็ทำได้ไม่ยุ่งยาก รวมทั้งสามารถปลูกและให้ดอกได้ตลอดทั้งปี
๒. ต้นทุนการผลิตต่ำ เสียค่าใช่จ่ายในการดูแลรักษาน้อย
๑. ให้ผลผลิตต่อไร่สูงมาก เมื่อเทียบกับไม้ดอกชนิดอื่น แม้ว่าราคาขายต่อดอกจะถูกมากแต่เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วจะมีรายได้ไม่แพ้ดอกไม้ชนิดอื่นๆ
๒. เมื่อลงทุนปลูกแต่ละครั้ง ต้นจะอยู่ให้เก็บเกี่ยวผลไปได้นานกว่าไม่ดอกชนิดอื่น
๓. มีให้เลือกปลูกหลายสี หลายพันธุ์ อีกทั้งยังสามารถคัดเลือกให้เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่นได้อีกด้วย
๔. ความต้องการของตลาดค่อนข้างจะสม่ำเสมอตลอดปี เนื่องจากราคาถูก
๑) พันธุ์ของเยอบีร่า เยอบีร่าที่ปลูกตัดดอกกันทั่วไป ไปในประเทศไทยส่วนมากมักเป็นพันธุ์ลูกผสมที่มีสีสันและดอกซ้อนสวยงาม เนื่องจากเยอบีร่ามีมากมายหลายสายพันธุ์จนแทบนับไม่ถ้วน และมีการผสมพันธุ์เยอบีร่ากันแบบกว้างขวาง ทำให้ได้พันธุ์แปลกๆ ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นจึงควรจะคัดเลือกพันธุ์ที่ดีเด่นจริงๆ ทาปลูกโดยอาศัยหลักเกณฑ์ ดังนี้
๑. ดอกมีขนาดใหญ่ สีสดใส และไม่ซีดเมื่อบานไปนานๆ
๒. กลีบดอกใหญ่หนา การจัดเรียงของกลีบดอกเป็นไปอย่างมีระเบียบ
๓. หน้าดอกไม่ยุ่ง หรือมีปุยฝอยๆ (เกสรตัวผู้) ยาวเกนไปจนดูรกรุงรัง
๔. ก้านดอกยาว ตรง อวบ และแข็งแรง
๕. เมื่อดอกบานเต็มที่ กลีบดอกไม่โค้งงอไปทางด้านหลัง
นอกจากการคัดเลือกพันธุ์ที่ให้คุณภาพของดอกดีแล้ว ยังจะต้องดัดพันธุ์ที่มีลักษณะของต้นดีด้วย เช่นเลือกพันธุ์ที่มีการเจริญเติบโตดี มีความต้านมานโรคละแมลงดี ให้ดอกดก มีการแตกกอให้หน่อมาก เป็นต้น จึงจะทำให้ดีผลผลิตได้อย่างคุ้มค่า
๒) การขยายพันธุ์เยอบีร่า ในการปลูกเยอบีร่าเพื่อตัดดอกขาย ส่วนใหญ่จะขยายพันธุ์ด้วยวิธีการแตกกอ แบ่งหน่อโดยใช้หน่อปลูก เพราะได้ปริมาณมากและออกดอกเร็ว หลังจากปลูกด้วยหน่อประมาณ ๒ – ๓ เดือน ก็จะได้ตัดดอกขาย วิธีการแยกหน่อทำได้โดยการขุดเยอบีร่าขึ้นมาทั้งกอ แล้วนำไปแช่น้ำเพื่อให้ดินที่ติดกับรากหลุดออก แล้วใช้มีดปลายแหลมคมๆ ตัดแยกออกเป็นหน่อ แล้วตัดรากออกทิ้งหนึ่งในสามส่วนของความยาวของรากที่มี ถ้าปลูกในฤดูแล้งให้ตัดใบออกให้หมด ถ้าปลูกในฤดูฝนก็ให้ตัดใบออก
หนึ่งในสามส่วนของใบ ใบแก่ๆ แห้งๆ ตัดทิ้งออกให้หมด แล้วนำไปปักชำในกระบะหรือแปลงชำที่มีการระบายน้ำดี หรืออาจชำในกระถางก็ได้ ซึ่งควรชำไว้ก่อนประมาณ ๓0 วัน
๓) การปลูกเยอบีร่า เมื่อหน่อที่ชำไว้ตั้งตัวได้ดี ก็นำลงไปปลูกลงในแปลงถาวรที่เตรียมดินไว้ ควรขุดดินให้ลึกประมาณ ๒๕ – ๔0 เซนติเมตร เพื่อรากจะได้ชอนไปไกลและลึกพอ ถ้าเป็นดินที่ไม่ค่อยมีปุ๋ยธรรมชาติให้ใช้พวกอินทรียวัตถุใส่ให้มากๆ ก่อนที่จะย่อยเป็นแปลงปลูกได้ อาจใช้ปุ๋ยคอกผสมกับปุ๋ยหมักแล้วเกลี่ยดินย่อยดินกลบพร้อมที่จะปลูกได้ ถ้าเป็นดินเหนียวไม่ควรย่อยดินให้เป็นก้อนเล็กนัก เพราะจะทำให้ดินจับกันแน่นเป็นแผ่นในภายหลัง ระยะปลูกโดยใช้หน่อใช่ระยะประมาณ ๔0 คูณ ๔0 เซนติเมตร ดินที่ใช้ปลูกเยอบีร่าควรมีค่าความเป็นด่างเล็กน้อย pH ประมาณ ๗.๕ เวลาปลูกระวังอย่าให้ดินทับยอด ควรปลูกให้ส่วนโคนก้านใบอยู่ระดับพื้นดิน เมื่อปลูกแล้วให้รดน้ำให้ชุ่มและควรปลูกเวลาบ่ายหรือเย็น ถ้ามีแสงแดดจัดในตอนแรกควรทำที่บังแดดโดยใช้ฟางคลุมทั้งแปลงหรืออาจทำค้างมุงด้วยทางมะพร้าวบังแดดให้เยอบีร่า จนกระทั่งดอกออกก็ยังบังแดดอยู่ จะทำให้เยอบีร่าแตกกอได้มากและมีดอกมากอีกด้วย
กิจกรรมสร้างสรรค์
ให้นักเรียนแบ่งกลุ่มไปค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกไม้ดอก ไม้ประดับที่น่าสมใจ มากลุ่มละ ๑ ชนิด โดยนำเสนอตั้งแต่ขั้นตอนการปลูก จนกระทั่งการจัดจำหน่าย จากนั้น ให้นำเสนอเป็นโครงงานส่งอาจารย์ผู้สอน
๔) การปฏิบัติดูแลรักษาเยอบีร่า ควรปฏิบัติ ดังนี้
๔.๑) การให้ปุ๋ย ควรมีการให้ปุ๋ยที่แน่นอนและปุ๋ยที่ใช้ควรจะเป็นสูตรที่เหมาะสมกับความต้องการในระยะต่างๆ ของการเจริญเติบโต หลังจากปลูกแล้วรอให้ต้นเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว จึงจะเริ่มให้ปุ๋ย หรือประมาณ ๓0 – ๔0 วันหลังจากแยกหน่อ ถ้าให้ปุ๋ยในครั้งแรกเร็วเกนไปจะทำให้ใบไหม้ ต้นชะงักการเจริญเติบโต หลังจากนั้นควรให้ปุ๋ยผสมทุก ๒ สัปดาห์ ในอัตราของปุ๋ยควรจะเป็น ๑ : ๑ : ๑ เช่น ๑๕ : ๑๕ หรือ ๑๖ : ๑๖ : ๑๖ เป็นต้น ทั้งนี้เพราะเยอบีร่าจะให้ดอกไปเรื่อยๆ พร้อมกับการเจริญเติบโตของต้นอย่างไรก็ตามผู้ปลูกไม่ควรใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์แต่เพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อใส่ไปนานๆ จะทำให้คุณสมบัติทางฟิสิกส์ของดินเสียไป ดังนั้นควรมีการปรับปรุงดินโดยการหลีกเลี่ยงการใส่ปุ๋ยทางวิทยาศาสตร์เป็นเพียงอย่างเดียว ควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์ทุกครั้งเมื่อเตรียมแปลงปลูกใหม่ เพราะไม้ดอกแทบทุกชนิดต้องการอินทรียวัตถุมากประมาณ ๑/๔ – ๑/๓ ของดินปลูก
๔.๒) การป้องกันโรคและแมลง ควรมีการฉีดพ่นยาป้องกันโรคและแมลงไว้ล่วงหน้าเป็นประจำทุกสัปดาห์ เพื่อป้องกันแมลงมารบกวนตลอดนำเชื้อโรคมาสู่ต้นเยอบีร่า เมื่อเกิดโรคขึ้นแล้วจะทำให้ยากแก่การรักษา เพราะไม่สามารถมองเห็นเชื้อโรคได้ด้วยตาเปล่า จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องฉีดยาป้องกันไว้ก่อน หรือเมื่อเกิดโรคขึ้นควรจะเผาหรือทำลายต้นพืช เสียก่อนที่จะลุกลามต่อไป
๔.๓) การทำความสะอาดต้นหรือกอเยอบีร่า ควรทำความสะอาดต้นหรือกอเยอบีร่าให้โปร่งและสะอาดอยู่เสมอ โดยการหรือถอนใบแก่ๆ เหี่ยวแห้งทิ้ง ไม่ควรปล่อยให้โปร่ง เหี่ยวแห้งคาต้น เพราะจะเป็นสะสมของเชื้อโรคและแมลง โดยเฉพาะในฤดูฝนควรจะแตกกอให้โปร่ง เพราะในช่วงฤดูนี้เยอบีร่ามีการแตกกอเร็ว ถ้าปล่อยให้กอแน่นทึบมากเกินไปแสงแดดส่องไม่ถึงโคนต้นจะทำให้ดอกเยอบีร่าตลอดจนโคนต้นเน่าและอาจจะเน่าตายทั้งกอก็ได้ นอกจากนี้การปล่อยให้เยอบีร่าแตกกอจนเป็นพุ่มแน่นจนเกินไป จะทำให้จำนวนดอกลดลง คุณภาพของดอกที่ได้ก็จะเล็กไม่สมบูรณ์ ดังนั้นเพื่อให้เยอบีร่าดอกดก คุณภาพดอกดีควรจะรีบแบ่งแยกกอนำไปปลูกในแปลงใหม่ต่อไป
๕) การเก็บเกี่ยวเยอบีร่าเพื่อการส่งจำหน่าย ทำได้โดยการใช้กรรไกรหรือมีดคมๆ ตัดดอกให้มีก้านยาวหรือมีใบติดมาด้วย เมื่อตัดดอกแล้วควรจุ่มก้านดอกลงในภาชนะที่มีน้ำสะอาดโดยใช้ใบและกิ่งแช่น้ำทันที เนื้อเยื่อและก้านดอกจะดูดน้ำเข้าไปเก็บไว้ในเซลล์ ทำให้ดอกมีความสดอยู่ได้นาน หลังจากนั้นควรนำมาล้างด้วยน้ำสะอาดปลิดใบที่แห้งหรือใบที่ไม่สมบูรณ์ แล้วนำมามัดเป็นกำๆ ละ ๕ – ๑0 ดอก แล้วห่อด้วยกระดาษหรือถุงพลาสติก ในระหว่างที่ห่อแล้วมัดกำควรทำความระมัดระวังไม่ควรแช่ดอกเบียดกัน เพราะจะทำให้กลีบดอกช้ำหรือหลุดล่วงทำให้เสียราคาได้
๔. สรุป
ไม้ดอกไม้ประดับนับว่าเป็นพืชที่มีความสำคัญ เพราะนอกจากจะช่วยให้สภาพแวดล้อมดูสวยงามน่าอยู่แล้ว ยังสามารถส่งสินค้าออกไปจำหน่ายต่างประเทศ สร้างรายได้ให้แก่ผู้ผลิตจำนวนมากและยังสามารถใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมผลิตน้ำหอม เครื่องสำอาง อุตสาหกรรมยารักษาโรค ตลอดจนอุตสาหกรรมการผลิตอาหารสัตว์ต่างๆ เป็นต้น
ในการปลูกไม้ดอกไม้ประดับ ผู้ปลูกจะต้องศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการปลูกไม้ดอกไม้ประดับชนิดนั้นๆ เช่น สำรวจสภาวะความต้องการของตลาด ชนิดของพันธุ์ไม้ที่ปลูก สถานที่ที่ใช้ปลูก และอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ในการปลูก นอกจากนี้ต้องดูแลวิธีการปลูก การปฏิบัติดูแลรักษาตลอดจนวิธีการเก็บเกี่ยวการเหมาะสม เพื่อให้ได้ไม้ดอกไม้ประดับที่มีคุณภาพและสามารถนำไปจำหน่ายหรือแปลรูปในอุตสาหกรรมต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมและช่วยให้ผู้ปลูกมีรายได้มากขึ้น